คิดอย่างสร้างสรรค์

เชื่อหรือไม่ ว่าวิธีฝึกความคิดสร้างสรรค์ประการหนึ่งก็คือ “อย่าหยุดความพอใจ” เพราะตราบใดที่เราคิดว่า “สบายแล้ว” “พอเถอะ” “เสียเวลาเปล่า” จะทำให้เราหยุดคิด พึงพอใจในสิ่งเหล่านั้น และปัญหาที่ตามมาภายหลัง อาจเลวร้ายอย่างคาดไม่ถึง
ยุคหนึ่งเคยมีความเชื่อว่า อัตราการเจริญเติบโตของจำนวนมนุษย์ จะมีมากกว่า วัฏจักรการเกิดของพืชและสัตว์ที่เป็นห่วงโซ่อาหาร ตามธรรมชาติ จนเกิดความวิตกว่า ในอนาคตมนุษย์อาจต้องกินกันเอง เพราะขาดแคลนอาหาร แต่ในที่สุด “วิทยาศาสตร์” ก็ทำให้คนหาวิธีเพาะปลูก ขยายพันธุ์พืชเองได้ แถมนำไป “แปรรูปอาหาร” ให้เก็บไว้ได้นานขึ้น หรือแม้แต่ “อินเทอร์เน็ต” หรือ “อีเมล” ที่ช่วยลดการใช้กระดาษ (จึงยังทำให้เรามีต้นไม้เหลืออยู่) และค่าเดินทาง (แต่ทำไม น้ำมันยังแพงอยู่?)เพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างกัน
เบื้องลึกแล้ว “มนุษย์” มักไม่พอใจกับอะไรง่ายๆ อยู่แล้ว พุทธศาสนา เรียกกิเลส ตัวนี้ว่า “โลภ” เช่นการเดินที่ต้องเร็วขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น ทำให้เราประดิษฐ์จักรยานขึ้นมา ขี้เกียจปั่น ก็เอาเครื่องยนต์มาใส่แค่เหยียบคันเร่ง รถก็วิ่งแล้ว ตัดถนนไม่ทัน ก็มีผู้คิดเครื่องบินมาแล่นบนฟ้า จนได้เป็น “คอนคอร์ด” เครื่องบินที่เร็วกว่าเสียง ยังไม่นับยานอวกาศ ที่ส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์
ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ยุติแค่นั้น ยังมีคนเอา “ที่ดิน” บนดวงจันทร์มาจัดสรรประมูลขายกันได้อีก!
บางครั้ง เราต้องลืมคำว่า “เป็นไปไม่ได้” หากจะเริ่มต้นคิดอะไรใหม่ๆ
ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่เรื่องของ “พรสวรรค์” เป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิด เคยสังเกตุไหมว่า ในวัยเด็ก เวลามองท้องฟ้า เรามักจะจินตนาการก้อนเมฆเป็นรูปสัตว์ สิ่งของต่างๆ แต่ทำไมโตขึ้น “จินตนาการ” เหล่านี้กลับลดน้อยถอยลง ทั้งที่เราได้รับการศึกษา มีปัญญามากขึ้น (ไอน์สไตน์บอกว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้)
ต้องยอมรับว่าการศึกษาส่วนใหญ่ฝึกคนให้ใช้เหตุผล , ปฏิบัติตนต้องอยู่ในขนบธรรมเนียม ในกรอบของสังคม หากมีผู้ฝ่าฝืนระเบียบเหล่านี้ก็จะกลายเป็นพวกขบถทางความคิดหรือ “ขวางโลก” ไป
นักเรียนไทยจึงไม่ค่อยกล้าถามครูเวลาเรียนอยู่ในห้อง เพราะกลัวครูจะโกรธ หากตอบปัญหานั้นไม่ได้?
ไม่รู้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กสอบโอเน็ตตกยกประเทศหรือเปล่า…
จิตใต้สำนึกแรกที่จะเกิดความคิดสร้างสรรค์ ก็คือ “ความเบื่อหน่าย” ที่ต้องปฏิบัติสิ่งเหล่านั้นอย่างซ้ำซากเป็นประจำ เราก็เริ่มคิดหาหนทางใหม่ นัยว่าเป็นความท้าทาย ประสบการณ์ใหม่ของชีวิต แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นเพียงแค่ “ความคิด” ที่วิ่งวนอยู่ในหัวสมอง เพราะหากปฏิบัติตามจิตใต้สำนึกจริงๆ ก็กลัวจะถูกคนรอบข้างตำหนิว่า “เพี้ยน”!หรือถูกกีดกันออกจากสังคม
เลยกลับไปพอใจกับ “ของเดิมๆ” ซึ่งควรจะพัฒนาหรือ “ต่อยอด” ให้ดียิ่งขึ้นได้
เพราะ “ความคิดสร้างสรร” นั้น มุ่งผลลัพธ์ที่เป็น “ประโยชน์” ต่อมนุษย์
หากเราคิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีเหตุผลอธิบายได้ “ความคิดสร้างสรรค์” ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำ
ภาพยนตร์ซีรี่ย์ญี่ปุ่น เรื่อง “นายกมือใหม่ หัวใจประชาชน” (Change) ภารกิจสุดท้ายที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น อาซาคุระ เคย์ตะ ทำก็คือให้ยกเลิกการเสิร์ฟน้ำชาระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นว่า ไม่มีใครรับประทาน และสุดท้ายก็ต้องนำไปเททิ้งเปล่าๆ เรื่องยกเลิกเสิร์ฟน้ำชานี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต มีผู้เกี่ยวข้องคัดค้านโดยให้เหตุผลว่า เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมานาน
นายกเคย์ตะย้อนถามว่า “การปฏิบัติสืบเนื่องกันต่อๆ มา ถือว่าเป็นเหตุผลว่า สิ่งนี้ถูกต้องแล้วหรือ? ทำไมเราต้องสิ้นเปลือง เสียเวลาเสิร์ฟแล้วก็ต้องเอาไปทิ้ง ถ้ารัฐมนตรีคนไหน อยากจะทานน้ำชาก็ให้พกกระติกมา อย่างผม มันช่วยเก็บความร้อนได้ แล้วยังช่วยทำให้น้ำชาน่าทานกว่าเดิมด้วย!”

ความคิดของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในภาพยนตร์เรื่องนี้จึงถือเป็น “ความคิดสร้างสรรค์” ที่มีประโยชน์ เพราะ ช่วยประหยัดงบรัฐบาล เป็นการใช้ภาษีราษฏรอย่างคุ้มค่ามากขึ้น

บางที ความคิดสร้างสรรค์ ที่เกิดขึ้น ก็ต้องอาศัย “ความกล้าหาญ” ที่จะต้องต่อสู้กับขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมๆ ซึ่งอาจจะเหมาะสมเพียงแค่ในยุคสมัยหนึ่งเท่านั้น
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บางครั้ง “ปัญหา” ก็ทำให้เราเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้เช่นเดียวกัน ดังกรณีของโรงงานสบู่แห่งหนึ่ง ลูกค้ามักจะต่อว่าเรื่อง กล่องบรรจุว่า มีบางกล่องไม่มีสินค้า ถ้าเรามองปัญหาว่า กล่องที่ไม่มีสบู่บรรจุอยู่นั้นจะมี “น้ำหนัก” เบากว่ากล่องที่มีสินค้าบรรจุ ในระหว่างสายพานการบรรจุสินค้า บางคนอาจต้องคิดวิธีติดตั้งเครื่องชั่งน้ำหนักขนาดเล็กว่า หากไม่ผ่านเกณฑ์ (น้ำหนักกล่องบวกสบู่) ก็ให้มีแขนกลปัดออกจากสายพานลำเลียงทันที
วิธีคิดแบบนี้มีค่าใช้จ่ายมาก และต้องเสียเวลาในการดัดแปลงเครื่องจักร
แต่ถ้าคิดขั้นพื้นฐานในเรื่องความแตกต่างของน้ำหนัก (เพราะงบน้อย) เราก็สามารถใช้วิธีติดตั้งพัดลมคอยเป่าช่วงสายพานลำเลียงระหว่างนำสินค้าบรรจุกล่องแล้ว แรงลมจะช่วยเป่าให้กล่องที่มีน้ำหนักเบา เพราะไม่มีสินค้าตกพื้นไปโดยอัตโนมัติ ไม่ถูกลำเลียงขึ้นรถไปขายให้กับลูกค้าได้เหมือนกัน
ความคิดสร้างสรรค์ จึงเป็นเรื่องที่ “ไม่หยุดนิ่ง” ต้องพยายามขยายขอบเขตความคิดออกไปว่าจะมีวิธีการใดที่ดีกว่านี้อีกหรือไม่!?
สองกรณีข้างต้น สะท้อนให้เห็นแล้วว่า “ความคิดสร้างสรรค์” นอกจากช่วยลดเวลาการทำงานและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นแล้ว ยังช่วยแก้ไขปัญหาได้อีกด้วย ซึ่งว่าไปแล้ว เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่อง “สามัญสำนึก” ที่ เพียงแต่ต้องการความตระหนักว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งรอบตัวเราดีขึ้น
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s